หมวดหมู่: สุขภาพ

ประโยชน์ดีๆ ของถุงยางอนามัย

หากคุณเป็นคนที่มีความคิดแน่นอนว่า “ถุงยางอนามัย” คงเป็นสิ่งที่คุณต้องพกไว้แน่ และจะไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์หากไม่มีมัน เพราะถุงยางอนามัยช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ที่คุณไม่พร้อมได้ และยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย โดยเฉพาะหากคุณเป็นคนรักสนุกเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ถุงยางอนามัยจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และ HIV ได้มากถึง 98% เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้คงต้องยกเว้นยกเว้น หูดหงอนไก่ และเริมที่อวัยวะเพศ ไว้เพราะทั้ง 2 โรคนี้ สามารถแพร่เชื้อได้จากการสัมผัสผิวหนังของผู้ป่วย แม้เวลาที่ใช้ถุงยางอนามัย เชื้ออาจติดตรงผิวหนังส่วนที่อยู่นอกถุงยางได้

เพศสัมพันธ์แบบไหน ติดเชื้อ/ติดโรคได้

• หากคุณเพียงแค่เล้าโลม หรือสำเร็จความใคร่ภายนอกร่างกาย โอกาสที่จะเสี่ยงติดโรคจากคู่นอนจะน้อยมาก
• รองลงมาเพศสัมพันธ์ด้วยปาก
• การสอดใส่ผ่านช่องคลอด จะมีความเสี่ยงมากขึ้นมา
• สุดท้ายที่มีความเสี่ยงในการติดโรคมากที่สุด คือการมีเพศสัมพันธ์ผ่านทวารหนัก เพราะอวัยวะเพศชาย และรูทวารหนักทำให้เกิดรอยถลอกได้ง่าย ทำให้เชื้อโรคผ่านเข้าสู่แผลนั้นได้ง่ายขึ้น

ถุงยางอนามัย ช่วยได้แน่ ถ้าใช้ถูกวิธี
อย่างไรก็ตาม ถุงยางอนามัยก็ยังคงช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี เพียงแค่ต้องการใช้ให้ถูกวิธี

1. เลือกขนาดของถุงยางอนามัยให้พอดีกับขนาดอวัยวะเพศของคุณผู้ชาย หากเป็นครั้งแรกควรลองซื้อมาหลายๆ ขนาด จากนั้นลอง แล้วเลือกขนาดที่พอดีที่สุด
2. การสวมถุงยางอนามัย 2 ชิ้นต่อการใช้ 1 ครั้ง หรือมากกว่า 2 ชั้น อาจทำให้ถุงยางอนามัยเสียดสีกันจนขาดได้ง่าย

3. ควรใช้ถุงยางอนามัย 1 ชิ้นต่อครั้ง เมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจแล้วให้ทิ้งเลย ห้ามเก็บมาใช้ต่อ

4. ถึงแม้ถุงยางอนามัยจะมีสารหล่อลื่นอยู่แล้ว แต่ใช้สารหล่อลื่นทาเคลือบภายนอกเพิ่มได้อีก เพื่อให้การสอดใส่เป็นไปได้โดยง่ายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ถ้าเลือกใช้ชนิดเจลจะดีกว่าชนิดน้ำมัน เพราะชนิดน้ำมันอาจทำให้ถุงยางชำรุด หรือฉีกขาดได้

5. ควรรูดอากาศออกจากกระเปาะของถุงยางให้หมดก่อนสวม เพราะอากาศภายในถุงยางอาจทำให้ถุงยางแตก หรือขาดได้ง่ายยิ่งขึ้น

6. หลังทำกิจกรรมเสร็จเรียบร้อย ฝ่ายชายควรถอนอวัยวะเพศออกมาก่อนที่อวัยวะเพศจะอ่อนตัว ป้องกันถุงยางอนามัยหลุดเข้าไปในช่องคลอดของฝ่ายหญิง

ลดความอ้วนด้วยวุ้นเส้น จริงหรือ?

ในวงแก๊งค์เพื่อนผู้หญิง เมื่อสั่งก๋วยเตี๋ยวทาน คนที่สั่งวุ้นเส้น มักถูกมองว่าเป็นคนรักษาสุขภาพ เพราะหลายคนเชื่อว่าวุ้นเส้นเป็นทำจากถั่วเขียว เป็นอาหารประเภทเส้นที่ให้พลังงานน้อยที่สุด

แต่อีกหลายคนก็ไปหาข้อมูลมา แล้วพบว่า จริงๆ แล้ววุ้นเส้นนี่แหละตัวการที่ทำให้เราอ้วน เพราะให้พลังงานสูงกว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวแบบอื่นๆ

เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว วุ้นเส้นพลังงานสูงกว่าเส้นอื่นๆ หรือไม่ เรามาเปรียบเทียบกันค่ะ

เส้นหมี่ เล็ก ใหญ่ ในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน จะให้พลังงาน 150-220 กิโลแคลอรี่

เส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แป้งล้วนๆ อาจจะบวกการปรุงรสมาจากโรงงาน เลยทำให้พลังงานพุ่งไปที่ 220-280 กิโลแคลอรี่

เส้นขนมจีน มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มาก ในปริมาณเท่ากัน ถึงมีพลังงานต่ำ อยู่ที่ 80 กิโลแคลอรี่

เส้นบุก เพื่อนรู้ใจของคนที่ต้องการลดน้ำหนักตัวจริง เพราะให้พลังงานแค่ 10 กิโลแคลอรี่ แถมเต็มไปด้วยเส้นใยสูง ถ่ายคล่องแน่นอน

สุดท้าย วุ้นเส้น ในปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานมากถึง 330 กิโลแคลอรี่

แต่เป็นน้ำหนักของ “วุ้นเส้นดิบ” นะ

วุ้นเส้นดิบ มีน้ำหนักเบา เพราะยังไม่ได้นำไปลวกให้วุ้นเส้นอมน้ำ

แต่หากเป็นวุ้นเส้นสุก ที่อมน้ำไว้แล้ว ก็จะให้พลังงานต่ำ ใกล้เคียงกับขนมจีนที่มีน้ำเป็นส่วนผสมมากเช่นกัน นั่นคือให้พลังงานแค่ 60-80 กิโลแคลอรี่

เช่นเดียวกับข้าว หากเป็นข้าวสารแห้ง จะให้พลังงาน 370 กิโลแคลอรี่ หากเป็นข้าวสวยในน้ำหนักเดียวกัน จะให้พลังงานเพียง 120 กิโลแคลอรี่

เส้นพาสต้าแห้ง ให้พลังงาน 350 กิโลแคลอรี่ หากนำไปต้มจนอมน้ำแล้ว จะให้พลังงานเพียง 130 กิโลแคลอรี่ ในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน

รวมไปถึงเส้นก๋วยเตี๋ยวดิบ ที่ให้พลังงานมากถึง 364 กิโลแคลอรี่ ในน้ำหนัก 100 กรัม หากแต่เมื่อนำไปต้ม ไปลวกจนอมน้ำแล้ว เลยให้พลังงานต่อ 100 กรัมที่ 150-220 กิโลแคลอรี่นั่นเอง

และแน่นอนว่าไม่มีใครทานวุ้นเส้นดิบ ดังนั้น วุ้นเส้นยังคงเป็นมิตรแท้คู่ใจหนุ่มสาวที่กำลังควบคุมน้ำหนักเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลงค่ะ

ควันบุหรี่มือสอง ตามติดทั้งคุณและคนรอบตัว

ควันบุหรี่มือสอง บุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญอันดับสองของการเสียชีวิตทั่วโลก ปัจจุบันพบคนสูบบุหรี่ทั่วโลกเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ประมาณ 650 ล้านคน ในแต่ละปีมีคนไม่สูบบุหรี่หลายแสนคนต้องเสียชีวิตด้วยโรคที่เกิดจากการได้ รับควันบุหรี่มือสอง ควันบุหรี่ในบรรยากาศ หรือควันบุหรี่มือสองเกิด ขึ้นจากสองแหล่ง คือ ควันบุหรี่ที่ผู้สูบบุหรี่พ่นออกมา และควันบุหรี่ที่ลอยจากตอนปลายมวนบุหรี่ และทันทีที่บุหรี่ถูกจุดขึ้น การเผาไหม้ของมวนบุหรี่จะทำให้เกิดสารเคมีกว่า 4,000 ชนิด เป็นสารพิษมากกว่า 250 ชนิด และกว่า 50 ชนิด ที่เป็นสารพิษที่วงการแพทย์ระบุว่าเป็นสารก่อมะเร็ง

ควันบุหรี่มือสอง ตัวการเลิกบุหรี่ไม่สำเร็จ

ปัจจุบันพบว่าการได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้เลิกสูบบุหรี่ กลับไปสูบใหม่ แหล่งควันบุหรี่มือสองที่สำคัญที่สุดคือ ในอาคาร และในบ้าน จากรายงานวิจัยในประเทศตุรกี ทำการศึกษาผู้ที่มารับการรักษาเพื่อเลิกบุหรี่ 169 คน โดยให้เข้าโปรแกรมเลิกบุหรี่ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และให้ยาช่วยอดบุหรี่จนเลิกบุหรี่ได้ ในการติดตามผลการรักษาต่อมาพบว่า 68 คนเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จ ในขณะที่ 101 คนกลับไปสูบใหม่ การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า การได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้เลิกสูบบุหรี่กลับไป สูบใหม่ แหล่งควันบุหรี่มือสองที่สำคัญที่สุดคือ ในอาคารและในบ้าน และหากมีภรรยาที่สูบบุหรี่ในบ้าน โอกาสที่จะเลิกสูบบุหรี่ไม่ได้จะเพิ่มขึ้น 2.8 เท่า ผู้วิจัยเสนอให้ผู้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการเลิกสูบบุหรี่หลีกเลี่ยงการที่ จะได้รับควันบุหรี่มือสองโดยเฉพาะในบ้าน

สำหรับประเทศไทย ในจำนวนคนไทยที่สูบบุหรี่ทั้งสิ้น 10.86 ล้านคน มีร้อยละ 16.28 หรือ 1.76 ล้านคน ที่เคย และพยายามที่จะเลิกสูบบุหรี่แต่เลิกไม่สำเร็จ และมีครัวเรือนไทย 7.3 ล้านครัวเรือนที่มีผู้สูบบุหรี่อย่างน้อยหนึ่งคนในบ้าน มีคนไทยที่มีโอกาสได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน 15.89 ล้าน คน คนไทยที่เลิกสูบบุหรี่จึงมีโอกาสสูงมาก ที่จะได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้านในช่วงที่กำลังเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งเพิ่มโอกาสที่จะเลิกสูบไม่สำเร็จ ผู้สูบบุหรี่ไม่ควรสูบในบ้าน โดยเฉพาะในช่วงที่มีสมาชิกคนอื่นในบ้านอยู่ในระหว่างที่พยายามจะเลิกสูบ บุหรี่ ทางที่ดีควรจะชวนคนที่สูบบุหรี่ในบ้านเลิกสูบบุหรี่พร้อมๆ กัน ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยให้กำลังใจแก่กันแล้ว ยังไม่เป็นตัวถ่วงที่จะทำให้คนในบ้านเลิกสูบบุหรี่ไม่สำเร็จด้วย

ในห้องที่มีผู้สูบบุหรี่ จะพบว่ามีควันบุหรี่เกิดขึ้นจาก 2 แหล่ง ด้วยกัน คือ ควันบุหรี่ที่ผู้สูบบุหรี่สูดเข้าไปแล้วพ่นออกมา ซึ่งประกอบด้วยสารพิษต่างๆ เช่นเดียวกับที่ผู้สูบบุหรี่ได้รับ แต่จะมีความเข้มข้นของสารพิษลดลงเนื่องจากปอดของผู้สูบบุหรี่ได้ดูดซึมสาร พิษบางส่วนไว้แล้ว ได้แก่ นิโคติน คาร์บอนมอนอกไซด์ ทาร์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ แอมโมเนีย เบนโซไพรีน แคดเมียม ฟอร์มอร์ลดีไฮด์ เป็นต้น อีกแหล่งหนึ่งเป็นควันบุหรี่จากปลายมวนบุหรี่ที่จุดทิ้งไว้ระหว่างสูบซึ่งจะ มีความเข้มข้นของสารพิษมากขึ้น โดยพบว่า นิโคติน มีมากขึ้นเป็น 2 เท่า แอมโมเนีย มีมากขึ้นเป็น 73 เท่า คาร์บอนมอนอกไซด์ มีมากขึ้นเป็น 5 เท่า เบนโซไพรีน มีมากขึ้นเป็น 3 เท่า ทาร์ มีมากขึ้นเป็น 2 เท่า และแคดเมียม มากขึ้น 3 เท่า

ควันบุหรี่ภายในอาคารที่ผู้สูบบุหรี่พ่นออกมา และจุดทิ้งไว้ระหว่างการสูบบุหรี่เป็นสารก่อมะเร็งกรุ๊ปเอ หรือชนิดที่ร้ายแรงที่สุด เนื่อง จากประกอบด้วยสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าจากแหล่งมลพิษอื่นๆ ภายในอาคาร เมื่อผู้ไม่สูบบุหรี่ได้รับควันบุหรี่เข้าสู่ร่างกายได้ไม่ได้สูบเองจึง เรียกว่าเป็นการสูบบุหรี่มือสอง ปริมาณควันบุหรี่ที่ผู้ไม่สูบบุหรี่ได้รับจะขึ้นกับจำนวนบุหรี่ที่มีการสูบ ในห้องนั้น ระยะเวลาที่อยู่ในห้องเดียวกัน ขนาดของห้องและการถ่ายเทอากาศของห้องนั้น

สารพิษที่พบในควันบุหรี่

สารพิษที่พบในควันบุหรี่ ล้วนส่งผลต่อร่างกายอย่างร้ายแรง

1. นิโคติน มีลักษณะคล้ายน้ำมัน ไม่มีสี เป็นสารที่ทำให้เกิดการเสพติดและทำให้เกิดโรคหัวใจ

2. ทาร์ ประกอบด้วยสารหลายชนิด เป็นละอองเหลว เหนียว สีน้ำตาลคล้ายน้ำมันดิน สารก่อมะเร็งส่วนใหญ่จะอยู่ในสารทาร์นี้

3. คาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นก๊าซชนิดเดียวกับที่พ่นออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์ ก๊าซนี้จะขัดขวางการลำเลียงออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง

4. ไฮโดรเจนไซยาไนด์ เป็นก๊าซที่ทำลายเยื่อบุหลอดลม และถุงลม ทำให้เกิดอาการไอ มีเสมหะ และหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

5. ไนโตรเจนไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่ทำลายเยื่อบุหลอดลม และถุงลม ทำให้เป็นโรคถุงลมโป่งพอง

6. แอมโมเนีย มีฤทธิ์ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ทำให้แสบตา แสบจมูก หลอดลมอักเสบ

7. ไซยาไนด์ เป็นสารพิษที่ใช้เป็นยาเบื่อหนู

8. สารกัมมันตภาพรังสีโพโลเนียม–210 เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง

9. ฟอร์มาร์ลดีไฮด์ เป็นสารที่ใช้ในการดองศพ

สถานการณ์การได้รับควันบุหรี่มือสอง

1. คนไม่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่ได้รับควันบุหรี่มือสอง

2. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก และคนใกล้ชิดผู้สูบบุหรี่ เสี่ยงต่อการได้รับควันบุหรี่มือสองสูง ผู้ชายมีแนวโน้มได้รับควันบุหรี่มือสองมากกว่าผู้หญิง

3. ปัจจัยที่ทำให้เด็กได้รับควันบุหรี่มือสองมากที่สุด คือ พ่อแม่ที่สูบบุหรี่ และฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวต่ำ

4. ในผู้ใหญ่ ปัจจัยที่ทำให้ได้รับควันบุหรี่มือสองมากที่สุด คือ คนสูบบุหรี่ที่อยู่บ้านเดียวกัน และฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวต่ำ

5. ประชากรทุกกลุ่มอายุมีโอกาสได้รับควันบุหรี่มือสองที่มีแนวโน้มลดลงมาโดยตลอด

6. คนที่อยู่ในบ้านที่ไม่มีคนสูบบุหรี่ จะได้รับควันบุหรี่มือสองในระดับต่ำที่สุด

7. อัตราส่วนของบ้านที่มีคนสูบบุหรี่แต่ไม่สูบบุหรี่ในบ้านเพิ่มขึ้นจาก 22% ในปี 2539 เป็น 37% ในปี 2546 นั่นทำให้โอกาสได้รับควันบุหรี่มือสองน้อยลง

8. เป็นที่แจ้งชัดแล้วว่า บ้านเป็นแหล่งสำคัญของควันบุหรี่มือสองในผู้ใหญ่ กลุ่มที่ทำงานในสถานบริการ เช่น บาร์ ยังเป็นแหล่งของควันบุหรี่มือสองในระดับสูงมาก

9. จำนวนคนสูบบุหรี่ที่ลดลง กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และการห้ามสูบบุหรี่ในบ้าน จะช่วยลดการได้รับควันบุหรี่มือสองลงได้ และช่วยป้องกันคนไม่สูบบุหรี่จากควันบุหรี่มือสองได้

ผลของควันบุหรี่มือสองต่อสุขภาพของผู้ที่ได้รับควันบุหรี่

1. ผู้ใหญ่ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน หรือที่ทำงาน วันละ 3 ชั่วโมงขึ้นไป จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 25-30 เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นร้อยละ 20-30จะมีอัตราการเป็นโรคมะเร็งที่ลำคอมากกว่าผู้ไม่ได้รับควันบุหรี่ 3 เท่า และเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งอื่นๆ มากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า โดยควันบุหรี่มือสองก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบเลือดหัวใจทันทีที่ได้รับควัน บุหรี่มือสอง

2. หญิงมีครรภ์ และทารกที่ได้รับควันบุหรี่มืออย่างต่อเนื่อง จะมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ และคลอดบุตรได้ โดยอาจมีอาการครรภ์เป็นพิษ แท้ง คลอดก่อนกำหนด และเกิดอาการไหลตายในเด็กสูงขึ้น

3. เด็กเล็กที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบ และปลอดบวม สูงกว่าเด็กทั่วไป มีอัตราการเกิดโรคหืดเพิ่มขึ้น เกิดการติดเชื้อของหูส่วนกลาง ในระยะยาว เด็กที่ได้รับควันบุหรี่มือสองจะมีพัฒนาการของปอดน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้รับ ควันบุหรี่

4. ควันบุหรี่มือสองเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ เมื่อคนไม่สูบบุหรี่ได้รับควันบุหรี่มือสอง เขาได้สูดดมสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกายเช่นเดียวกับคนสูบบุหรี่ และไม่มีระดับที่ปลอดภัยจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง แม้จะได้รับเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็เป็นอันตรายได้

5. โดยเฉลี่ยแล้วเด็กๆ จะได้รับควันบุหรี่มือสองมากกว่าผู้ใหญ่ที่ไม่สูบบุหรี่ วิธีเดียวที่จะปกป้องครอบครัวของคุณจากควันบุหรี่มือสองได้ คือ การเลิกสูบบุหรี่

มาตรการป้องกันควันบุหรี่มือสองที่บ้าน

1. การได้รับควันบุหรี่มือสองที่บ้านเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเด็ก

2. ความตระหนักถึงผลกระทบของควันบุหรี่มือสองต่อสุขภาพของเด็กยังมีน้อยมาก

3. มาตรการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันเด็กจากการได้รับควันบุหรี่มือสองที่บ้านคือ พ่อแม่ และผู้ดูแลเด็กต้องเลิกสูบบุหรี่

4. ทางเลือกอื่นคือ การห้ามสูบบุหรี่ในบ้านอย่างเด็ดขาด ซึ่งจะขจัดควันบุหรี่มือสองได้อย่างมาก

5. การลดควันบุหรี่มือสองโดยการห้ามสูบบุหรี่ในบ้านเพียงบางที่บางส่วนที่ห่างจากเด็ก ไม่ใช่วิธีป้องกันที่ดี

6. มาตรการ ที่มุ่งที่การปรับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของตัวบุคคลหรือคนในบ้าน และลดการสูบบุหรี่ในบ้าน โดยไม่มีการห้ามสูบบุหรี่ในบ้าน จะไม่มีผลกระทบต่อการได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน

7. การห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะลดโอกาสได้รับควันบุหรี่มือสองภายนอกบ้านของเด็ก

8. ยังไม่มีหลักฐานแสดงว่า การห้ามสูบบุหรี่ในที่ทำงาน และภายในอาคารสาธารณะ จะเพิ่มโอกาสได้รับควันบุหรี่มือสองของเด็กที่บ้าน

9. การห้ามสูบบุหรี่ในที่ทำงาน และภายในอาคารที่สาธารณะ ทำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลง และทำให้คนอยากเลิกสูบบุหรี่ นำไปสู่การลดควันบุหรี่มือสองที่บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทำไปพร้อมกับการให้ความรู้ถึงพิษภัยของการสูบบุหรี่ และการได้รับควันบุหรี่มือสอง

10. การช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่ทั้งระดับชุมชน และส่วนบุคคล ร่วมกับการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดควันบุหรี่มือสองที่บ้าน

เช็คตัวเองก่อนจะอ้วน

เมื่อไรที่ว่าอ้วน

เมื่อพูดถึงความอ้วนเราคงไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับเรา และคงเป็นอะไรที่รับไม่ได้ แต่ก่อนจะหาวิธีลดน้ำหนักเราจะรู้ได้ยังไรว่าอ้วนและมีไขมันสะสมแล้ว

สาวๆ ทุกๆ คนล้วนแต่อยากจะมีรูปร่างที่ดีจริงไหมทุกๆ คนก็รู้ว่าไม่ดี เนื่องจากนอกจากการดูไม่สวย หาเสื้อผ้าใส่สวยๆ ยากแล้ว การที่อ้วนเกินไปก็ยังส่งผลเสียในด้านสุขภาพอีกด้วย จากการศึกษาพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงที่อายุสั้นลงจะเพิ่มขึ้น 20-40% เลยทีเดียว เมื่อเป็นโรคอ้วนแล้ว ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก 2-3 เท่า

แต่ทีนี้ จะรู้ได้อย่างไรว่าเรา ผอมเกินไป พอดี เริ่มอ้วน หรืออ้วนเกินไปล่ะคะ เราสามารถวัดความอ้วนหรือไม่ได้โดยการใช้ดัชนีมวลกายและขนาดเส้นรอบพุง (ไม่ใช่รอบเอว) ในการตรวจสอบว่าเราเริ่มอ้วนหรือไม่ จะได้จัดการแก้ไขได้ต่อไป

ตัดสินอย่างไรว่าอ้วนหรือไม่

สิ่งแรกที่เราจะดูกันก็คือ ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) โดยจะต้องทำการคำนวณง่ายๆ เล็กน้อยจากส่วนสูงและน้ำหนักของเราดังนี้ค่ะ

ดัชนีมวลกาย = น้ำหนัก (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร)^2

โดยที่ ^2 หมายถึง ยกกำลังสอง (คือเอาตัวเลขเดียวกันคูณกันสองครั้ง) นะคะ

จากนั้นมาดูผลการคำนวณที่ได้

ดัชนีมวลกาย = 18.5 – 22.9 น้ำหนักปกติ

ดัชนีมวลกาย = 23-24.5 น้ำหนักเกินมาตรฐาน

ดัชนีมวลกาย = 25 หรือมากกว่า อ้วนเกินไป

เราลองมาดูตัวอย่างการคำนวณเล่นๆ กันดีกว่า

สมมติว่า มีเพื่อนหญิงคนหนึ่งสูง 167 ซ.ม. นั่นคือสูง 1.67 เมตร และหนัก 42 กิโลกรัม

เราก็คำนวณได้ดังนี้

ดัชนีมวลกาย = 42 / (1.67 x 1.67) = 47 / 2.7889 = 16.85 โดยประมาณ จะเห็นว่าผอมเกินไปนิดๆ แต่อาจจะเป็นหุ่นนางแบบเลยก็ได้นะคะ

ถ้าดัชนีมวลกายสูงเกินไป ความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานก็สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ดัชนีมวลกายไม่ใช่ตัวตัดสินความอ้วนได้ทั้งหมด เพราะว่าปัญหาสุขภาพ จริงๆ ก็คือปริมาณไขมันที่ถูกเก็บสะสมอยู่อีก นั่นคือคนที่มีดัชนีมวลกายปกติดี อาจจะมีไขมันมากแต่เนื้อน้อยก็ได้เพราะว่าไขมันนั้นเบากว่ากล้ามเนื้อ นั่นคือพวกนักกล้ามที่แข็งแรงมากเนื้อตัวมีแต่กล้ามเนื้อและกระดูก อาจจะถูกคำนวณออกมาว่าน้ำหนักมากกว่าปกติได้ ดังนั้นจึงมีอีกวิธีหนึ่งในการตัดสินดูว่าอ้วนไปหรือไม่คือ

การวัดรอบพุง

เราสามารถประเมินว่าอ้วนเกินไปหรือไม่ได้อย่างง่ายๆ โดยการลองวัดเส้นรอบพุง คือจุดที่วัดผ่านสะดือ โดยมีเกณฑ์ว่าถ้ารอบพุงของผู้หญิงเรามากกว่า 32 นิ้วถือว่าอ้วนเกินไป ถ้าเป็นผู้ชายที่รอบพุงเกิน 36 นิ้วก็ถือว่าอ้วนเกินไป การวัดรอบพุงนี้อาจจะพอเป็นตัวแทนได้ถึงไขมันที่สะสมไว้ในช่องท้อง ซึ่งปริมาณไขมันในตัวเรานี้เป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาสุขภาพ ไปทั้งตัวเลยทีเดียว

คราวนี้ เมื่อเพื่อนๆ สาวๆ ได้ทราบวิธีประเมินว่าตัวเองอ้วนเกินไปหรือไม่แล้ว ก็จะได้จัดการกับน้ำหนักของตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อความสวยงามและที่สำคัญก็คือสุขภาพที่ดีต่อไปค่ะ

ลดน้ำหนักฉบับ ไอดอลเกาหลี

1. จดทุกอย่างที่กิน

 

วิธีนี้สาวซิสอาจจะงงกันว่า เอ๊ะ! ลดน้ำหนักแบบไอดอลเกาหลี แล้วจดทุกอย่างที่กินมันเกี่ยวยังไงกันนะ? มาค่ะ เดี๋ยวเราจะมาบอกทริคลับ ๆ ให้ได้รู้กัน Diet Planner ก็คือ ให้สาวๆ จดทุกอย่างที่กินและการออกกำลังกายในแต่ละวันค่ะ สาวๆ ลองทำแบบนี้ไปสัก 1 อาทิตย์ดูสิคะ เราจะเห็นได้เลยว่าอาหารแต่ละอย่างที่กินลงไป นับแคลฯ รวมกันแล้ว หักลบกับที่ออกกำลังกายไปแล้ว จะทำให้เราตาสว่างขึ้นมาทันที ว่าจริง ๆ อาหารอะไรที่เราควรลด และการออกกำลังกายของเราควรเพิ่มมากขึ้นน้อยแค่ไหน

คราวนี้สาวๆ พอจะเข้าใจแล้วใช่ไหมคะ ว่าการจดไดเอท แพลนเนอร์ มีผลยังไง มันถือเป็นการช่วยเตือนให้เรามีสติในการกินมากขึ้น รู้จักวางแผนในการออกกำลังกายมากขึ้น แอบบอกเลยว่าวิธีนี้เคยทำสาวเกาหลีคนนึงลดน้ำหนักไปได้ถึง 50 กก. เลยทีเดียว

2. เต้าหู้นิ่มช่วยลดน้ำหนัก

 

สาวซิสรู้ไหมคะว่า เต้าหู้นิ่มเนี่ย เป็นเมนูลดน้ำหนักชั้นเยี่ยมของไอดอลเกาหลีเลยล่ะ โดยที่ทุกๆ มื้อเนี่ยจะมีเต้าหู้เป็นส่วนประกอบของอาหารเสมอ แล้วจะตามด้วยนมเต้าหู้ หลังมื้ออาหาร บอกเลยว่าทริคลับ ๆ นี้แหละ ที่จะเป็นตัวช่วยให้เรา อิ่มท้องนาน แถมไม่รู้สึกทรมานอีกด้วยสาว ๆ คนไหนที่กำลังหาเมนูลดน้ำหนักในช่วง มื้อเย็น หรือหาเมนูที่ทานแป้งสามารถเลือกเต้าหู้ได้เลยน้า บอกเลยว่า ผอมไว ช่วยควบคุมน้ำหนักของเราได้ดี แอบบอกเลยว่าเต้าหู้นิ่ม 100 กรัม สามารถให้พลังงาน 50 – 70 แคลอรี่ แถมมีโปรตีน 5 – 9 กรัมเลยละค่ะ ทานแล้วอยู่ท้องนาน ไม่แปลกใจเลยทำไมไอดอลเกาหลีถึงนิยมกินกัน!

3. ออกกำลังกายด้วยแอโรบิค

อีกหนึ่งกีฬาที่สาวๆ หลายคนมองข้าม สาวๆ เชื่อไหมคะว่า การออกกำลังกายที่ไอดอลเกาหลีเลือกกันก็คือการ เต้นแอโรบิคนี่แหละค่ะ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่สนุก แถมเพลิน ออกทีนี่เบิร์นแคลอรี่ได้สุดๆ โดยทางเราขอแอบแนะนำสาว ๆ คนไหนที่ไม่รู้ว่าจะออกที่ไหน หรือไม่มีสถานที่ ที่จะไป ลองเปิดหาคลิปออกกำลังกายแอโรบิคในอินเทอร์เน็ตดู บอกเลยว่ามีเยอะแยะเลย

แอโรบิค 1 ชั่วโมงเนี่ยสามารถเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกายเราได้ถึง 500 แคลฯ เชียวนะ! รู้ขนาดนี้แล้ว ต้องเก็บไปพิจารณาหน่อยแล้วละค่ะ กับการออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ เลยทีเดียว! จะออกตามคลิปนี้ก็ได้นะซิส

4. เลือกสลัดเป็นอาหารจานหลัก

 

มาถึงวิธีนี้สาว ๆ อย่าพึ่งตกใจไปนะคะ ทางเราไม่ได้หมายความว่าให้สาวซิส เลือกทานแต่ผักโดยขาดสารอาหารประเภทอื่น ๆ น้า แต่ไอดอลเกาหลีเนี่ยเขาจะเน้นการทานผักเป็นพิเศษเลย โดยที่มื้อหลักของเขา จะมีผักเยอะกว่าสารอาหารประเภทอื่นๆ นั่นเอง

ซึ่งอาหาร 1 มื้อของเขาจะเน้นผักประมาณ 3 : 4 นั่นเองค่า สำหรับเมนูทานเล่นของเขา ก็ยังเป็นผักอยู่เหมือนเดิมค่ะซิส เมนูที่สาวเกาหลีเลือกทานแทนขนมก็คือ ฟักทอง สาวเกาหลีเลือกทานทั้งฟักทองแบบชิ้น และแบบน้ำ เพราะมันทำให้อยู่ท้องได้นาน แถมได้ผิวที่สวยขึ้นอีกด้วย รู้แบบนี้แล้ว ซิสอย่าลืมลองเอาวิธีนี้ไปทำตามดูน้า ผอมแล้วยังมีผิวสวยอีก ดีอะไรขนาดนี้

5. ไดเอทด้วยถ้วย

 

ถือเป็นอีกวิธีที่แปลกใหม่มากค่ะ .. ซิสอาจจะงงๆ ว่ายังไงหรอ ไดเอทด้วยถ้วย มาค่ะ เราจะมาไขความสงสัยให้กระจ่างแจ้งกัน ! ไอดอลเกาหลีเนี่ย เขาเลือกทานอาหารด้วยถ้วย เพื่อช่วยให้เห็นปริมาณของอาหารได้ชัดเจนขึ้นนั่นเองค่ะซิส มันจะช่วยให้เรานับแคลอรี่ได้ง่าย แถมไม่ทำให้เราเผลอรับประทานอาหารมากเกินความจำเป็น โดยวิธีการกินของเขาจะ มีถ้วยกระดาษ 3 ถ้วย แต่ละถ้วยก็จะแบ่งประเภทอาหารและปริมาณกัน มื้อเช้า : แป้ง 1 ถ้วย ผัก 1 ถ้วย และ โปรตีนครึ่งถ้วยมื้อกลางวัน : แป้ง 1 ถ้วย ผัก 1 ถ้วย และ โปรตีน 1 ถ้วยมื้อเย็น : แป้งครึ่งถ้วย ผัก 1 ถ้วย และ โปรตีน 2 ถ้วย

สาวๆ อาจจะเห็นได้ว่ามันค่อนข้างยุ่งยาก แต่มันสามารถกำหนดปริมาณอาหารของเราได้ชัดเจนน้า ถือเป็นอีกวิธีที่สาวๆ คนไหนขยันหน่อย ลองเลือกทำดู เพราะหลายๆ คนลองทำกันแล้วก็ยืนยันให้เสียงเดียวกันว่ามันช่วยลดน้ำหนักได้จริงๆ

6. ออกกำลังกายด้วย Hula Hoop

 

อีกหนึ่งกีฬายอดฮิตของไอดอลเกาหลี ที่นอกจากจะเลือกแอโรบิคแล้ว เหล่านางก็เลือก การเล่นฮูล่าฮูปนี่แหละค่ะสาวๆ อย่างที่ซิสเห็นกันเลยว่า สาวเกาหลีส่วนใหญ่ เอวบ๊างบาง ไม่รู้จะเอวเอสอะไรขนาดนั้น เห็นแล้วอิจฉาจริงๆ มาค่ะ วันนี้เราได้ทริคเอวเอสแบบสาวเกาหลีแล้ว สาวซิสลองไปออกกำลังกายด้วยฮูล่าฮูปกันดู บอกเลยว่าจริงๆ การออกกำลังกายด้วยวิธีนี้สามารถเผาผลาญแคลอรี่เราได้ถึง 300 – 400 แคลต่อชั่วโมงเลยน้า แถมยังช่วยให้หน้าท้องของเราเนี่ยแข็งแรงแบบสุดๆ อีกด้วย โอ๊ยตาย ง่ายอะไรแบบนี้ แค่ยืนหมุนๆ เอวแค่นี้ก็ผอมแล้ว ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลยจริงๆ

7. ไดเอทด้วยการแบ่งทาน 5 มื้อ

อะ จัดให้ด้วยสูตรลดน้ำหนักแบบสาวไอดอลเกาหลีด้วยวิธีสุดท้ายกันเลยค่ะ! อีกหนึ่งเมนู น้ำถั่วแดง ที่สาวๆ เกาหลีเลือกกินเป็นเมนูลดน้ำหนัก บอกเลยว่าถั่วแดงเนี่ยสารพัดประโยชน์มากนะซิส เป็นแหล่งโปรตีนสูง แถมยังช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญให้กับร่างกายทำงานมากขึ้น และลดความอยากอาหารของเราอีกด้วย สาว ๆ คนไหนที่กินอะไรก็ไม่อิ่ม ลองทานน้ำถั่วแดงเป็นเมนูของว่าง หรือหลังมื้ออาหารแบบสาวเกาหลีกันดูสิคะ บอกเลยว่า ผอมแน่นอนงานนี้

เป็นยังไงกันบ้างคะ กับวิธี ลดน้ำหนักแบบไอดอลเกาหลี อึ้ง อึ้ง ไปเลยใช่ไหม บอกเลยมีแต่เคล็ดลับและทริคดีๆ ทั้งนั้น! ไม่แปลกใจกันเลย ว่าทำไมเขาถึงผอมกัน หลังจากที่ได้อ่านวิธีลดแต่ละวิธีไป ซิสก็คิดเหมือนกันใช่ไหม ว่าน่าสนใจ น่าลองไปทำตามทุกวิธีเลยสาวๆ คนไหน ที่กำลังหาวิธีไดเอทกันอยู่ ก็อย่าลืมลองเอาวิธีลดน้ำหนักแบบไอดอลเกาหลีไปลองทำตามกันดู บอกเลยง้ายง่าย

ไม่ได้ยากเกินความสามารถของสาวๆ เลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าสาวๆ คิดจะไดเอทกันแล้ว ก็อย่าลืมที่จะมีวินัยกับตัวเองน้า ทุกอย่างจะได้บรรลุตามเป้าที่เรากำหนดไว้ ยังไงๆ วันนี้ก็ขอลาไปก่อนแล้วบ๊ายบาย

ประโยชน์ของมะเขือเทศที่คุณอาจไม่เคยรู้

  • สถิติของประเทศไทย มะเร็งต่อมลูกหมากเป็น 1ใน 5 ของโรคมะเร็งที่ทำให้ผู้ป่วยชายเสียชีวิตมากที่สุด การป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากโตเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะลดความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ มะเขือเทศสีสวยไม่ได้มีดีแค่สีเท่านั้นแต่คุณค่าโภชนาการก็สูงปรี๊ดไปด้วย

 

  • โดดเด่นกันตั้งแต่ พลังงานต่ำ พูดง่ายๆ ก็คือ กินมะเขือเทศไม่อ้วน อิ่มท้องแต่พลังงานนิดเดียว

 

  • ผิวสุขภาพดี ต้องกินมะเขือเทศ เพราะผลสดมีวิตามินซีและมีใยอาหารที่ช่วยให้ขับถ่ายได้ดี ถ้าร่างกายขับถ่ายของเสียได้ดีผิวพรรณก็จะสดใสวิ๊งวับ

 

  • บำรุงสายตา มะเขือเทศมี วิตามินเอและเบต้าแคโรทีนช่วยลดความเสื่อมของจอประสาทตา เมนูข้าวผัดที่มีมะเขือเทศวางข้างจานอย่าเขี่ยทิ้งนะคะ เพราะวิตามินเอ หรือเบต้าแคโรทีนจากมะเขือเทศต้องอาศัยน้ำมันจากอาหารช่วยการดูดซึม

 

  • การกินมะเขือเทศเป็นประจำป้องกันต่อมลูกหมากโตและป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ด้วย ไลโคปีน (Lycopene) สารสีแดงในมะเขือเทศ ซึ่งอยู่ในกลุ่มของแคโรทีนอยด์ สุดยอดของการป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย ไลโคปีนช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ มะเร็งต่อมลูกหมาก ในผลสดของมะเขือเทศมีไลโคปีนและปริมาณไลโคปีนจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อนำมะเขือเทศไปผ่านความร้อน เช่น นำไปปรุงอาหารด้วยวิธี ต้ม นึ่ง ย่าง ผัด เป็นเมนูแสนอร่อย เช่น ไข่เจียวใส่มะเขือเทศ ซุปมะเขือเทศ น้ำพริกอ่อง สปาเกตตี้ซอสมะเขือเทศ เป็นต้น

 

  • การกินมะเขือเทศให้ได้ประโยชน์คุ้มค่า ต้องกินแบบผสมผสาน คือกินสดและกินสุก กินผลสด เช่น ใส่ในสลัด เป็นผักเคียงข้างจาน และกินมะเขือเทศที่ผ่านความร้อนปรุงเป็นอาหาร เป็นประจำ เพียงเท่านี้ร่างกายของเราก็จะได้รับสารอาหารดีๆ ที่มีในมะเขือเทศครบถ้วนค่ะ

 

  • อย่างไรก็ตาม แม้มะเขือเทศจะมีประโยชน์มาก แต่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตมีโปตัสเซียมสูง ต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคมะเขือเทศปริมาณมากนะคะ เพราะมะเขือเทศอยู่ในกลุ่มอาหารที่มีโปตัสเซียมสูง