ประโยชน์ของการที่เรานั้นกินนม  

เรานั้นมักจะได้ยินพ่อแม่ของเรานั้นบอกว่าเรานั้นกินนมหรือยัง  เพราะอะไรนั้นเรานั้นต้องกินนมกินแค่เพื่อที่จะให้เราโตและสูงเพียงแค่นั้นหรอ

  เพราะว่าเดี่ยวนี้นั้นเรานั้นจะเห็นได้ว่าพ่อแม่ของทุกคนส่วนใหญ่นั้นจะหันมาให้เด็กๆนั้นกินจืดเพื่อที่จะให้เรานั้นสูงเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ใช่แล้วเพราะว่าการที่เรานั้นกินนมก็เพราะว่าเพื่อให้เรานั้นได้สารอาหารที่ครบถ้วน  เพราะว่านมนั้นมีคุณค่าต่อร่างกายตลอดชีวิต  ดังนั้นเรานั้นจะพูดว่าง่ายๆว่าคือการที่เรานั้นกินนมนั้นเป็นความสำคัญต่อร่างกาย

    ประโยชน์ของการที่เรานั้นกินนม

การที่เรานั้นกินนมนั้นไม่ใช่แค่ให้เรานั้นอิ่มเพื่อที่จะอยู่ท้องเพียงอย่างเดียวเพราะว่าการที่เรานั้นกินนมนั้นก็เพราะว่าร่างกายของเรานั้นต้องการอย่างมาก  ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม  โปรตีน   ธาตุเหล็ก  และยังช่วยในเรื่องของกระดูกและฟันของเรานั้นให้แข็งแรง  ช่วยให้เรานั้นแข็งแรงและทำให้เรานั้นเจริญเติบโต  และยังช่วยในเรื่องของการที่เรานั้นซ่อมแซมตอร่างกายของเรานั้นอย่างมาก

การที่เรานั้นกินนมนั้นก็เพราะว่าร่างกายของเรานั้นต้องการพลังงานอย่างมาก  ดังนั้นเรานั้นก็ควรที่จะเลือกว่าเรานั้นต้องการที่จะกินอย่างไหน  เมื่อเรานั้นโตแล้วนั้นเรานั้นก็ควรที่จะเลือกการกินนมที่มีไขมันนั้นต่ำ  หรือว่าการที่เรานั้นกินมนจืดที่มีไขมันต่ำเพราะว่าการที่เรานั้นกินนมที่มีไขมันนั้นสูงและเรานั้นเริ่มที่จะอายุนั้นเริ่มที่จะเยอะนั้นจะทำให้ระบบเผาผลาญของเรานั้นทำงานหนักมากขึ้น   การที่เรานั้นกินนมนั้นเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้วแต่ว่าเรานั้นก็ควรที่จะเลือกในการกินนิดนึงเพราะว่าอาจจะทำให้เรานั้นเป็นโรคไขมันสูงอีกต่อจากการที่เรานั้นกินนมที่มีไขมันนั้นก็เป็นไปได้  

   แต่ถ้าเป็นเด็กนั้นจะให้กินนมอะไรนั้นก็ได้เพราะว่าเด็กนั้นร่างกายของเขานั้นต้องการที่จะกินนมอย่างมาก  และก็อีกอย่างนั้นระบบเผาผลาญของเด็กนั้นดีกว่าระบบเผาผลาญของคนโตดังนั้นเรานั้นก็ควรที่จะเลือกให้เด๋กนั้นเริ่มที่จะกินนมจืดนั้นเป็นเรื่องที่ดีเพราะว่าจะทำให้สูงด้วยและร่างกายนั้นจะพัฒนาการเป็นอย่างดี  

ดังนั้นเราไม่ควรที่จะห้ามเด็กว่าอย่ากินนมนั้นเยอะ  ปล่อยให้เขานั้นกินเข้าไปเถอะเพื่อที่จะให้เขานั้นจะได้เจริญเติบโต  และทำให้ร่างกายของเด็กนั้นได้รับสารอาหารที่เพียงพออีด้วย  ในการที่เรานั้นให้เขานั้นกินนม 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

วิธีการที่เราลดน้ำหนักโดยที่เราไม่ต้องออกกำลังกาย  

ในเมื่อเราต้องการที่จะผอมแต่ว่าไม่ต้องการที่จะออกกำลังกายนั้นเป็นเรื่องที่จริงแล้วก็ทำได้แต่ว่าอาจช้ากว่าซึ่งเรานั้นก็คิดว่าต้องมีหลายๆคนที่ไม่ชอบในการที่จะออกกำลังกาย  วันนี้เราเลยหาวิธีในการที่เราจะลดน้ำหนักของเราให้ดูผอมกันโดยที่เราไม่ต้องออกกำลังกายนั้นมีอะไรบ้าง  

  1. การที่เราไม่กินอาหารที่เยอะเกินไป   อย่างเช่นการที่เรากินอาหารแค่ที่เราพอกินอิ่มเอาแค่นี้ก็เพียงพเพราะว่าถ้าการที่เราฝืนการกินก็จะทำให้เราไม่ผอมลง อย่างเช่นในกรณีที่เรากินข้าวโดยปกติกินวันละ 2 ทัพพีก็เปลี่ยนมาเป็นกินวันละทัพพีก็เพียงพอแต่ว่าการที่เราลดอาหารไม่ใช่ว่าการที่เราจะอดอาหารนะเพราะว่าการที่เราอาหารเป็นเรื่องที่เราไม่ควรที่จะทำเพราะว่าผิดร่างกายของเราต้องการอาหาร  โดยเฉพาะอาหารเช้าที่เราควรที่จะกินกันทุกวันไม่ควรที่จะอดอาหารเช้า   
  2. พยายามที่เลือกอาหารว่างเป็นผลไม้    เพราะว่าเมื่อเราจะน้ำหนักโดยการที่เราคุมอาหารเป็นเรื่องที่เราต้องอดทนเพราะว่าในช่วงแรกๆเราจะเกิดอาการที่หิว  และการที่เรากินอาหารจะพวกผลไม้เป็นเรื่องที่เราควรที่จะกินเพราะว่าในผลไม้เป็นกากใยอาหารที่ทำให้เราอิ่มนานได้  ดังนั้นเราควรเลือกที่จะผลไม้เป็นอาหารว่างนะครับ 
  3.  ไม่ควรที่จะดื่มชากาแฟ    ในเมื่อเราจะลดน้ำหนักเราก็ต้องตัดสินใจในการที่จะอดกาแฟที่เราชื่นชอบเพราะว่าในชาและกาแฟนั้นจะทำให้เราอ้วนเพราะว่ามีทั้งน้ำตาล  ไขมัน  นม ที่ทำให้รสชาติที่อาหร่อย   เราควรที่จะตัดใจในการที่เราจะกินชากาแฟนะครับ  ถ้าเราอยากที่จะผอม   
  4. เราควรที่จะกินน้ำเปล่านั้นเยอะๆ  ในการที่เรากินน้ำเยอะนั้นดีต่อร่างกายของเราอยู่แล้ว   ดังนั้นเราควรที่จะกินน้ำเยอะหรือไม่อย่างนั้นเราควรที่จะหาแก้วน้ำมาวางใกล้โต๊ะทำงานเพราะว่าเมื่อเรานั้นเห็นเราจะได้หยิบขึ้นมากินได้เลย  
  5. เราไม่ควรที่จะกินอาหารที่มีไขมัน   สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เราทุกคนนั้นต้องรู้อยู่แล้วเมื่อเราจะลดน้ำหนักเพราะว่าการที่เราจะกินไขมันหรือว่ากินอาหารที่เป็นประเภททอดจะทำให้เรานั้นอ้วนมากขึ้นและจะทำให้เราเป็นโรคด้วยอย่างเช่นเรื่องการที่เป็นโรคไขมันอุดตัน  อย่างนี้เป็นต้น   
  6. เราควรที่จะกินผักและผลไม้ให้มากขึ้น    ในการที่เราจะลดน้ำหนักเราควรที่จะเลือกการกินอย่างเช่นการที่เรานั้นผักหรือว่าผลไม้ให้มากขึ้นควรที่จะกินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง  เพราะว่าเนื้อสัตว์จะทำให้เรานั้นอ้วนและถ่ายได้ยาก  

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

การทำชีวิตให้มีความสุขเมื่อรู้ว่าติดเชื้อเอชไอวี

การดำเนินชีวิตประจำวันของแต่ล่ะคนนั้นทุกคนล้วนต้องการความสุขให้กับตนเอง สำหรับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีการทำให้ตนเองมีความสุขนั้นควรทำความรู้จักกับโรคนี้มั่นหาความรู้ด้วยตนเองจากการอ่านหนังสือ ค้นหาจากทางอินเตอร์เน็ต หรือเข้าไปสอบถามกับผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อนที่สามารถให้ความรู้กับเราได้ เพื่อจะทำให้เราไม่วิตกกังวนกับโรคเอชไอวีมากเกินไป

เรียนรู้การปฏิบัติตัวแนวทางการป้องกันเพื่อที่จะได้ไม่มีโรคอื่นเข้ามาแทรกด้วย เมื่อเราได้เรียนรู้ทำความรู้จักกับโรคเอชไอวีแล้วช่วยให้จิตใจเราคลายความกังวนเหล่านั้นลงได้ ทำให้การใช้ชีวิตมีความสุขขึ้นกว่าเดิม

ผู้ที่ติดเชื้อควรเข้าไปเรียนรู้ทางจิตวิทยากับกลุ่มคนที่ติดเชื้อ เพราะในกลุ่มนี้จะมีผู้ที่ค่อยให้กำลังใจและช่วยให้คำแนะนำในการใช้ชีวิต ถือว่าเป็นผลดีต่อสภาพจิตใจโดยการได้พูดคุยให้กำลังใจกันในกลุ่ม ทำให้คนติดเชื้อนั้นมีความเครียดจากโรคน้อยลง ลดความเสี่ยงจากการไม่คิดทำร้ายตัวเอง หรือการแก้แค้นทางสังคมที่ทำให้ตนเองเกิดการติดเชื้อเอชไอวีมา การให้กำลังใจของคนติดเชื้อเอชไอวีนั้นถือว่าสำคัญ เป็นการช่วยให้คนติดเชื้อมีสติต่อสู้กับโรคนี้ไปได้ 

การทำให้ชีวิตมีความสุขของคนติดเชื้อเอชไอวีนั้น ควรทำให้ร่างกายและสภาพจิตใจของตนเองให้มีความแข็งแรง โดยไม่หันไปเพิ่งพวกสารเสพติด เช่น การออกเที่ยวกลางคืนบ่อยกว่าเดิม ดื่มของมึนเมา ถือว่าเป็นการหาความสุขให้กับตนเองในทางที่ผิด เพราะจะยิ่งส่งผลให้ร่างกายเรานั้นแย่ลงไปกว่าเดิม ควรหันดูแลใสใจตนเองด้วยการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

การรับประทานอาการที่มีประโยชน์ ผักผ่อนให้เพียงพอ หาอะไรทำที่ทำให้ตนเองมีความสุขโดยไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติด ซึ่งวิธีการทำให้ตนเองมีความสุขนั้นมีมากมาย การหาความสุขให้กับตนเองทางที่ผิดยิ่งทำให้คนที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้นมีอาการกำเริบขึ้นกว่าเดิมได้ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานน้อยลง

ส่งผลเสียตามมามากมาย การทำกิจวัตรประจำวันที่เป็นผลดีต่อตนเองกับกลุ่มคนติดเชื้อนั้นสิ่งสำคัญคนรอบข้างต้องค่อยให้ความช่วยเหลือด้วย ครอบครัวถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ควรเอาใจใส่กับคนที่ติดเชื้อเอชไอวี เพราะการได้รับความสุขจากครอบครัวนั้นส่งผลให้คนติดเชื้อลดจากความเครียดได้เยอะ ช่วยทำให้สภาพจิตใจไม่หดหู่และเป็นผลดีต่อสุขภาพจิตกับคนป่วยเอชไอวีอีกด้วย 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

รีวิว Suzuki GSX S750 part 1

วันนี้ผมพามาชม Suzuki GSX s750 นะครับคันข้างหน้านี้ ส่วน 2 คันหลังนี้ไม่มีอะไรครับหลายคนเม้นเข้ามานะครับว่าฉากหลังมันว่างๆ ผมก็เลยไปเอามาจอดให้รู้สึกว่ามันมีอะไรหน่อยละกันพอดีรถเพิ่งเข้ามา 2 คันเลยนะครับ อย่าเพิ่งสนใจคันข้างหลังเรามาสนใจคันข้างหน้ากันดีกว่า Suzuki f750 ต้องใช้คำว่าเป็นรถที่ไม่ค่อยเห็นมาบ่อย Suzuki เป็นรถที่ดีเพียงแต่อาจจะเป็นรถนอกกระแสไปนิดนึง บวกกับคนไปเทียบกับว่ามันคือรถคลาสเดียวกันกับรถ 600 หรือ 700 cc นะครับเพราะมัน 754 หรือ 749 cc นะครับ

บางคนก็ว่าไปเทียบกับ 8-900 เพราะดูจากราคาแล้วมันเท่ากับพวกตระกูล 800 เลย เรามาดูกันอีกทีว่าข้อมูลในตัวรถมันมีอะไรบ้างนะครับ Suzuki GSX s750 ถ้าพูดถึง segment เกรดรถหรือว่าศักดิ์ศรีของรถถ้าให้เทียบผมว่าเทียบกับตระกูล 650 cc หรือ 700 cc ไม่ได้นะครับ บางคนเอาไปเทียบกับ ER6N 650 หรือ MT 07 ไม่ได้เพราะว่าถ้าเทียบสเป็คแล้วจริงๆ มาดูเครื่องยนต์แรงม้าอ๊อฟชั่นที่ให้น่ะต้องบอกว่าใกล้เคียงกับคลาส 800 ซีซีมากกว่ารวมถึงราคาณตอนป้ายแดงนะครับ ประมาณ 370000 บวกลบนะครับ

นั่นคือราคาป้ายแดง ก็เลยทำให้บางคนทำไม 750 cc ทำไมมันถึงโดดกว่าเขาเป็นแสนแต่จริงๆสักศรีมันก็เท่ากับลูกค้า 800 นั่นแหละ โอเคเครื่องยนต์มันอาจจะเล็กไปนิดนึงว่ากันตามจริงนะครับ มาดูกันที่สเป็คของเครื่องยนต์ชนิด 749 CC หรือว่า 750 ครึ่งนะครับซึ่งพอมาดูที่แรงม้า ทำไมผมถึงบอกว่ามันเซ็กเม้นเดียวกันกับคลาส 800 ซีซีเพราะว่าแรงม้าตัวนี้สูงสุดมาที่ 114 ตัวนะครับที่ 10500 รอบ ตัวแรงบิดมาที่ 81 นิวตันเมตรนะครับที่ 9000รอบ ตระกูล 650-750 cc แรงม้าส่วนใหญ่ยังไม่ข้าม100ตัวจะอยู่ที่ 70 80 90 นะคะ

บางที 60 กว่าตัวก็มีอันนี้อยู่ที่ค่ายอยู่ที่โต๊ะรุ่นรถนะครับ ซึ่งเจ้านี่ถือว่าแรงม้าเยอะเมื่อเทียบกับคำว่า CC แค่ 7 ครึ่งนะครับ เอามาเทียบกันราคา 800 ใกล้เคียงที่สุดคือตัว Kawasaki Z800 นะครับ แรงม้า Z800 ทั้งแรงม้าแรงบิดรวม 1 รอบที่มาสูงสุดเนี่ยต้องใช้คำว่ามันดีปขึ้นลงต่างจาก Z800 นิดนึงอ่ะพอมาดูทีสเปชชีชเปรียบเทียบกับ Kawasaki Z800 เจ้านี่ 114ตัว Z800 ที่ 113 ตัวนะครับ แรงบิดชนิด 81 นิวตัน Z800 มาที่ 83 นิวตันซึ่งรอบมาสูงสุดมันก็ดิปกันนิดนึงผมถึงบอกว่า Suzuki GSX s750 เซ็กเม้นมันจะอยู่ประมาณคลาส 800 นะครับ

ก็ใกล้เคียงที่สุดก็ Z800 แหละ มาฟังเสียงเครื่องยนต์ดีกว่า คันนี้ที่เห็นมีท่อ Arrow นะครับ สังเกตว่าท่อมันจะไม่ค่อยดังเท่าไหร่เพราะว่านะตัวปลายเนี่ยจะมีตัวไซเรนเซอร์อุดไว้อยู่นะครับ มันก็ถือว่าไม่เงียบเป็นเป่าสากแต่ก็พอมีเสียงอยู่บ้างเร่งก็พอมีอยู่บ้างแต่ถ้าอยากลั่นกว่านี้ก็ต้องเอาไซเรนเซอร์ออกนะครับ แต่มันก็อาจจะรบกวนชาวบ้านนิดนึงนะครับ แต่ก็ใส่ไว้แหละดีละ คำว่าสี่สูบก็จะอารมณ์นี้แหละ หลายคนรู้สึกว่าถูกจริตนะครับซึ่งอารมณ์แบบพวกตัวเครื่องพันครับ คันนี้ CBR1000RR มันก็จะลั่นๆหน่อยอันนี้ก็เถื่อนไปนิดนึงนะครับ

เพราะว่าเป็นซูปเปอร์ไบค์นะครับ ไม่มีไซเรนเซอร์ไม่มีอะไร กลับมานี่เครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำนะครับจะมีเพิ่มเติมคือตัวฮีตซิ้งด้วยตัวนึงนะครับมันเป็นตัวกระปุกอยู่ด้านล่างคล้ายตระกูล F800 หรือรถหลายๆรุ่นแหละจะมีกระปุกตัวนึงที่เป็นท่อเอาหลอดน้ำมันเครื่องเข้ามาเลี้ยงแล้วก็มีน้ำหล่อเย็นช่วยระบบ ช่วยอีกระดับหนึ่งมันคล้ายๆออยคูลเลอร์นั้นแหละเพียงแต่มันเป็นระบบฮีตซิ้งนะครับตัวนี้ก็ถือว่าเด่นกว่าในรถค่ายอื่นนะครับในคลาสเซ็คเม้นที่ใกล้เคียงกัน มาดูกันที่เบาะเลยดีกว่าจุดนึงนะ ถ้าใครที่เคยดูคลิปเก่านะครับสมัยอยู่ร้านเก่าผมจะทำคลิปนึงอ่ะตัวเสร็จครึ่ง รุ่นเนี่ยเปรียบเทียบกับตัวเจเซ็คเอสพันนะครับ สิ่งที่สัมผัสได้ถึงความแตกต่างกันในคลิปที่แล้วนะครับ 7 ครึ่งสูงกว่าตัวพัน สูงกว่าแล้วก็หนักกว่านะครับ

 

 

สนับสนุนโดย  บิ๊กไบค์มือสอง

หากจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังเราควรเลือกอย่างไร

อย่างที่ทราบกันดีว่าเครื่องช่วยฟังมีหลายราคา หลายแบบรวมถึงมีหลายขนาดให้เลือก ดังนั้นการเลือกซื้อเครื่องช่วยฟังเพื่อมาใช้งานจึงมีความจำเป็นต้องเลือกเครื่องช่วยฟังที่เหมาะที่สุดสำหรับเรา ดังนั้นผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับหูจึงต้องควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ทราบถึงอาการของตนเองก่อนว่ามี หูของเรามีอาการหนักมากน้อยแค่ไหน หรือระดับใด

เพื่อที่จะได้หาซื้อเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับลักษณะอาการของเราได้ นอกจากจะต้องทราบปัญหาของหูตนเองแล้ว การซื้อเครื่องช่วยฟังที่ดีอีกอย่างคือ เราควรทดลองใช้เครื่องช่วยฟังชนิดต่างๆ เพื่อให้เราสามารถนำข้อมูลของเครื่องช่วยฟังแต่ละรุ่นมาเปรียบเทียบกันได้ว่ารุ่นไหนที่เหมาะให้เราใช้งานมากที่สุด 

และยังมีอีกหลายสิ่งที่เราควรคิดถึงก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเครื่องช่วยฟังสักอัน เช่น

  1. งบประมาณ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากว่าเราจะซื้อ เครื่องช่วยฟัง แบบไหน ราคาเท่าไหร่ เพราะปัจจัยด้านการเงินคือสิ่งสำคัญที่สุดในการซื้อสิ่งของต่างๆ ถึงแม้เราจะอยากได้ของดีแค่ไหน แต่ถ้าราคาสูงเกินไป งบประมาณของเราอาจะไม่เพียงพอให้ซื้อได้ และหากเราต้องรอให้มีเงินแล้วค่อยซื้อ ก็จะทำให้เราสูญเสียโอกาสที่จะได้ยินเร็วๆ ช้าขึ้นไปอีก
  2. รูปแบบของเครื่องช่วยฟังก็มีส่วนสำคัญเพราะแต่ละรูปแบบจะมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน หากเราซื้อมาแล้ว ใส่แล้วอึดอัดก็จะทำให้เราไม่อยากที่จะใส่เครื่องช่วยฟังอีก ซึ่งนอกจากจะสูญเสียโอกาสที่จะได้ยินแล้ว ยังเสียเงินโดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องช่วยฟังอีกด้วย
  3. การเลือกเครื่องช่วยฟังที่ดี ควรตรวจสอบเรื่องคุณภาพของเสียง สำหรับระบบเสียงของเครื่องช่วยฟังจะมีแบ่งออกเป็นสองแบบคือ แบบธรรมดา ที่ได้ยินเสียงทุกสิ่งรอบข้างปกติ ซึ่งบางครั้งการเป็นการรบกวนเราโดยไม่จำเป็นซึ่งการได้ยินเสียงแบบธรรมดานี้ก็จะมีลักษณะของคนหูดีปกติที่ได้ยินเสียงบรรยากาศรอบได้ เราจะได้ยินเสียงทั้งเสียงที่อยากได้ยินและเสียงที่ไม่ได้ยากได้ยิน แต่หากเราเลือกระบบเสียงรุ่นใหม่ จะสามารถเลือกฟังเสียงที่เราอยากได้ยินให้ชัดเจนได้แต่สามารถลดเสียงที่จะรบกวนเราได้เช่นกัน
  4.  การเลือกแหล่งที่มาของเครื่องช่วยฟังก็เป็นสิ่งจำเป็นเพราะเครื่องช่วยฟังมีหลายบริษัทที่ผลิต ดังนั้น สินค้าจึงมีทั้งที่ดีมีคุณภาพและไม่มีคุณภาพการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า การผ่านมาตรฐาน อย. ต่างๆรวมถึงการเช็คการรีวิวสินค้าว่าดีหรือไม่ จะช่วยให้เรามั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าสินค้าที่เราเลือกซื้อเป็นของดีมีคุณภาพ มีคนนิยมใช้กันเยอะ

แนวทาง “คลายกล้ามเนื้อ” ภายหลังจากเล่น “โยคะ” มีอะไรบ้าง

แนวทาง “คลายกล้ามเนื้อ” ภายหลังจากเล่น “โยคะ” มีอะไรบ้าง
การบำบัดด้วยตัวเอง
ลักษณะของการปวดกล้ามเนื้อมากหลังเล่นโยคะสามารถหายดีได้ด้วยการบำบัดด้วยตัวเองและไม่จำเป็นจะต้องพึ่งแพทย์ เพราะต่อไปเป็นกลเม็ดที่มีคุณประโยชน์ที่จะช่วยทำให้คุณสามารถขจัดปัญหาปวดกล้ามเนื้อได้ด้วยตัวเอง

– นวดรอบๆ ที่ปวดเบาๆ ด้วยน้ำมัน
การนวดเป็นเคล็ดลับโบราณที่น่าพิศวงซึ่งใช้เพื่อผ่อนคลายของกล้ามเนื้อแล้วก็ทุเลาความเจ็บ การนวดช่วยผ่อนคลายเพื่อลดการเกิดความเคร่งเคลียดที่ก่อตัวขึ้นในกล้ามแล้วก็ช่วยทุเลาความเจ็บแล้วก็ทำให้หายปวดเร็วขึ้น

– การประคบร้อน
การอาบน้ำอุ่นหรืออบไอน้ำสามารถกำจัดความเจ็บออกมาจากร่างกายของคุณได้อย่างดี ความร้อนจะช่วยลดความแข็งติดของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อบรรเทาหรือคลายตัวเยอะขึ้นและลดความเจ็บลง ยิ่งไปกว่านี้ ความร้อนจะเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตไปยังรอบๆ ที่ปวดแล้วก็กำจัดพิษที่สะสมออกไป ซึ่งเป็นการขั้นตอนที่ช่วยให้สามารถฟื้นฟูอย่างเร็ว

– การเติมดีเกลือ (Epsom salt) ลงในน้ำสำหรับอาบเป็นแนวทางหนึ่งที่จะเพิ่มคุณประโยชน์ของการประคบร้อนที่มีต่อสุขภาพได้มากขึ้นไปอีก เนื่องจากดีเกลือจะช่วยคลายระบบประสาท ลดความตึงของกล้ามเนื้อรวมทั้งดูดพิษต่างๆ จากร่างกาย

– การใช้ยาพารา
ยาพาราจะทุเลาความเจ็บและก็การอักเสบของกล้ามได้ การซื้อยาพารามากินเองก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ถูกต้อง ถ้าเกิดความเจ็บยังไม่ทุเลาหลังจากที่ใช้แนวทางแบบธรมชาติ อย่างการนวด หรืออาบน้ำอุ่นแล้ว

แล้วก็ถ้าหากทำทุกอย่างตามแนวทางข้างต้นแล้ว ยังไม่สามารถที่จะทุเลาลักษณะของการปวดกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นได้ ควรไปพบหมอเพื่อตรวจค้นว่าคุณได้รับบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อชั้นลึกหรือเปล่า

– ถุงน้ำแข็ง
การประคบถุงน้ำแข็งรอบๆ ขาข้างที่เจ็บใน 2 วันแรกจะช่วยทุเลาความเจ็บปวดกล้ามเนื้ออย่างเห็นผล ภายหลังจาก 48 ชั่วโมงแรก ให้ใช้กระบวนการแช่น้ำอุ่นที่ผสมดีเกลือตามหลังจากการประคบเย็น ซึ่งกรรมวิธีการนี้จะช่วยทุเลาความเจ็บที่เหลือได้

สิ่งจำเป็นที่สุด ถ้าเกิดลักษณะของการเจ็บปวดไม่ดีขึ้นเลย ไม่สนองตอบต่อการดูแลรักษาใดๆ ก็ตามให้ติดต่อหมอเพื่อวิเคราะห์ว่าลักษณะของคุณเป็นเพียงแค่การเจ็บปกติหรือคือปัญหาที่รุนแรงกว่านั้น

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

หลายคนคงเคยได้ยินโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือบางคนอาจจะเคยเป็นมาแล้ว

สำหรับโรคชนิดนี้จะมีผลมาจากความผิดปกติของหูชั้นใน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคชนิดนี้จะมีอาการเวียนหัวและรู้สึกว่าบ้านหมุน เนื่องจากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับข้างในหู จึงส่งผลผลต่อการได้ยินและการทรงตัวโดยเฉพาะ และสำหรับกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้มากที่สุดคือกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี – 60 ปี ซึ่งหากเป็นโรคนี้แล้วมีการรักษาที่ถูกวิธีการสามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ 

        สำหรับคนที่เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั้นมักจะเป็นกับหูข้างใดข้างหนึ่ง ในระยะเริ่มแรกจะเป็นไม่นานเพียงนั่งพักอาการก็จะดีขั้น แต่อาการเริ่มแรกเป็นเพียงแค่อาการเตือนเท่านั้นหากไม่รีบรักษาก็จะมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ เราสามารถแบ่งระยะของโรคได้ 3 ระดับคือ

  1. ระยะที่หนึ่ง ระยะนี้จะมีอาการ หูอื้อ เวียนหัว คลื่นไส้แบบไม่ทันตั้งตัว คืออยู่ๆก็เป็น แต่จะเป็นเพียงแค่ระยะสั้นๆ ไม่เกิน 2-3 ชั่วโมงอาการก็จะดีขึ้น
  2. ระยะที่สอง สำหรับระยะนี้อาจยังมีอาการเวียนหัวเล็กน้อย แต่อาการหูอื้อจะเริ่มเป็นมากขึ้น รวมถึงจะเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน โดยจะเริ่มได้ยินเสียงไม่ค่อยชัด จะได้ยินเสียงเบาลง  ซึ่งระยะนี้จะเริ่มมีปัญหาเรื่องของการทรงตัว เพราะจะเริ่มรู้สึกว่าบ้านหมุน 
  3. ระยะที่สาม ระยะนี้อาการหูอื้อและปัญหาการได้ยินจะยิ่งแย่กว่าระยะที่สอง รวมถึงยังมีปัญหาเรื่องการทรงตัวรวมอยู่ด้วย จะเริ่มเดินไม่ค่อยได้ ยิ่งเฉพาะในเวลาที่อยู่ในที่มืด 

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เราเกิดเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั้น มักมีมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่นเกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้  การติดเชื้อไวรัส การเกิดอุบัติเหตุที่หัว หรือการระบายของเหลวในหูมีความผิดปกติ รวมถึงการติดต่อกันทางพันธุกรรมก็สามารถทำให้เกิดโรคน้ำในหูไม่เท่ากันได้  หากมีอาการดังข้างต้นควรรีบไปพบแพทย์

          สำหรับการรักษานั้น แพทย์จะวินิจฉัยว่าต้องรักษาอย่างไรตามระยะอาการ เช่น อาจเป็นการให้ทานยา  การรักษาด้วยการบำบัดรวมถึงการรักษาเรื่องของการทรงตัว บางรายจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยฟัง เพื่อรักษาอาการไม่ได้ยินเสียงซึ่งการรักษาด้วยเครื่องช่วยฟัง ทางนักโสตวิทยาจะเป็นผู้วินิจฉัยให้ผู้ป่วยเองว่าต้องใช้เครื่องช่วยฟังแบบไหน หรือบางครั้งอาจรักษาด้วยหารฉีดยา หรือการผ่าตัด

        สำหรับผู้ป่วยที่มีการอาการน้ำในหูไม่เท่ากันควรดื่มน้ำมากๆให้พอกับที่ร่างกายต้องการคือวันละ 8 แก้ว และไม่ควรกินอาหารที่ใส่เกลือ ใส่ผงชูรส ไม่ควรดื่ม ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พยายามไม่ให้เครียด ไม่สูบบุหรี่

ป่วยเป็นโรคลำไส้อักเสบควรทานอะไรดี

ป่วยเป็นโรคลำไส้อักเสบควรทานอะไรดี
อาการป่วยด้วยโรคลำไส้อักเสบ เป็นการเกิดความผิดปกติที่ระบบทางเดินอาหาร โดยมีสาเหตุจากการได้รับเชื้อโรคหรือสารพิษ ซึ่งส่วนใหญ่มากับอาหารที่รับประทานเข้าไป อย่างไรก็ตามเราควรดูแลตัวเงอให้ดีไม่ว่าจะทานอะไรก็ต้องเลือกให้ดีๆ และระมัดระวังมากขึ้นในการทานอาหาร

อาหารที่ควรกิน-ควรหลีกเลี่ยง เมื่อมีอาการของโรคลำไส้อักเสบ

อาหารที่ควรกิน
อาหารที่มีรสชาติอ่อน หรือเรียกว่าจืดๆ ไม่เค็ม ไม่หวาน ไม่เปรี้ยว และไม่เผ็ด เพื่อป้องกันการเกิดการระคายเคืองของลำไส้เพิ่มขึ้น

• อาหารที่มีโพรไบโอติกส์ ซึ่งเป็นจุลินทรย์ที่ดีต่อร่างกาย เพื่อช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหาร เช่น โยเกิร์ต เน้นเป็นสูตรน้ำตาลน้อย หรือไม่มีน้ำตาลจะดีมาก

• เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และย่อยง่าย เช่น ไก่ หลีกเลี่ยงการทานหนัง เนื้อปลา รวมถึงไข่ ซึ่งเป็นโปรตีนที่ดี ร่างกายต้องการโปรตีนเพื่อซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกาย

• น้ำดื่มสะอาด อย่างไรก็ตามการดื่มน้ำเปล่ามากๆ ก็ทำให้ร่างกายสมดุล

• รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อลดความเสี่ยงการขาดสารอาหาร

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
• ผักดิบ เนื้อสัตว์ดิบ เพราะทำให้ย่อยยาก ลำไส้ทำงานหนัก

• เครื่องดื่มที่คาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ ทำให้ลำไส้ทำงานหนัก

• เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากคุณกำลังป่วยอยู่ไม่ว่าจะด้วยโรคใด สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเลยก็คือการดื่มแอลกอฮอล์

• น้ำอัดลม โซดา เพราะเป็นการเพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหาร ทำให้ลำไส้ทำงานหนัก

• อาหารที่มีส่วนประกอบของกำมะถัน เช่น เนื้อแดง ชีส ขนมปัง นม อัลมอนด์ ลูกเกด ลูกพรุน ผักตระกูลกะหล่ำ เป็นต้น

ประโยชน์ดีๆ ของถุงยางอนามัย

หากคุณเป็นคนที่มีความคิดแน่นอนว่า “ถุงยางอนามัย” คงเป็นสิ่งที่คุณต้องพกไว้แน่ และจะไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์หากไม่มีมัน เพราะถุงยางอนามัยช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ที่คุณไม่พร้อมได้ และยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย โดยเฉพาะหากคุณเป็นคนรักสนุกเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ถุงยางอนามัยจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และ HIV ได้มากถึง 98% เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้คงต้องยกเว้นยกเว้น หูดหงอนไก่ และเริมที่อวัยวะเพศ ไว้เพราะทั้ง 2 โรคนี้ สามารถแพร่เชื้อได้จากการสัมผัสผิวหนังของผู้ป่วย แม้เวลาที่ใช้ถุงยางอนามัย เชื้ออาจติดตรงผิวหนังส่วนที่อยู่นอกถุงยางได้

เพศสัมพันธ์แบบไหน ติดเชื้อ/ติดโรคได้

• หากคุณเพียงแค่เล้าโลม หรือสำเร็จความใคร่ภายนอกร่างกาย โอกาสที่จะเสี่ยงติดโรคจากคู่นอนจะน้อยมาก
• รองลงมาเพศสัมพันธ์ด้วยปาก
• การสอดใส่ผ่านช่องคลอด จะมีความเสี่ยงมากขึ้นมา
• สุดท้ายที่มีความเสี่ยงในการติดโรคมากที่สุด คือการมีเพศสัมพันธ์ผ่านทวารหนัก เพราะอวัยวะเพศชาย และรูทวารหนักทำให้เกิดรอยถลอกได้ง่าย ทำให้เชื้อโรคผ่านเข้าสู่แผลนั้นได้ง่ายขึ้น

ถุงยางอนามัย ช่วยได้แน่ ถ้าใช้ถูกวิธี
อย่างไรก็ตาม ถุงยางอนามัยก็ยังคงช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี เพียงแค่ต้องการใช้ให้ถูกวิธี

1. เลือกขนาดของถุงยางอนามัยให้พอดีกับขนาดอวัยวะเพศของคุณผู้ชาย หากเป็นครั้งแรกควรลองซื้อมาหลายๆ ขนาด จากนั้นลอง แล้วเลือกขนาดที่พอดีที่สุด
2. การสวมถุงยางอนามัย 2 ชิ้นต่อการใช้ 1 ครั้ง หรือมากกว่า 2 ชั้น อาจทำให้ถุงยางอนามัยเสียดสีกันจนขาดได้ง่าย

3. ควรใช้ถุงยางอนามัย 1 ชิ้นต่อครั้ง เมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจแล้วให้ทิ้งเลย ห้ามเก็บมาใช้ต่อ

4. ถึงแม้ถุงยางอนามัยจะมีสารหล่อลื่นอยู่แล้ว แต่ใช้สารหล่อลื่นทาเคลือบภายนอกเพิ่มได้อีก เพื่อให้การสอดใส่เป็นไปได้โดยง่ายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ถ้าเลือกใช้ชนิดเจลจะดีกว่าชนิดน้ำมัน เพราะชนิดน้ำมันอาจทำให้ถุงยางชำรุด หรือฉีกขาดได้

5. ควรรูดอากาศออกจากกระเปาะของถุงยางให้หมดก่อนสวม เพราะอากาศภายในถุงยางอาจทำให้ถุงยางแตก หรือขาดได้ง่ายยิ่งขึ้น

6. หลังทำกิจกรรมเสร็จเรียบร้อย ฝ่ายชายควรถอนอวัยวะเพศออกมาก่อนที่อวัยวะเพศจะอ่อนตัว ป้องกันถุงยางอนามัยหลุดเข้าไปในช่องคลอดของฝ่ายหญิง

ลดความอ้วนด้วยวุ้นเส้น จริงหรือ?

ในวงแก๊งค์เพื่อนผู้หญิง เมื่อสั่งก๋วยเตี๋ยวทาน คนที่สั่งวุ้นเส้น มักถูกมองว่าเป็นคนรักษาสุขภาพ เพราะหลายคนเชื่อว่าวุ้นเส้นเป็นทำจากถั่วเขียว เป็นอาหารประเภทเส้นที่ให้พลังงานน้อยที่สุด

แต่อีกหลายคนก็ไปหาข้อมูลมา แล้วพบว่า จริงๆ แล้ววุ้นเส้นนี่แหละตัวการที่ทำให้เราอ้วน เพราะให้พลังงานสูงกว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวแบบอื่นๆ

เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว วุ้นเส้นพลังงานสูงกว่าเส้นอื่นๆ หรือไม่ เรามาเปรียบเทียบกันค่ะ

เส้นหมี่ เล็ก ใหญ่ ในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน จะให้พลังงาน 150-220 กิโลแคลอรี่

เส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แป้งล้วนๆ อาจจะบวกการปรุงรสมาจากโรงงาน เลยทำให้พลังงานพุ่งไปที่ 220-280 กิโลแคลอรี่

เส้นขนมจีน มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มาก ในปริมาณเท่ากัน ถึงมีพลังงานต่ำ อยู่ที่ 80 กิโลแคลอรี่

เส้นบุก เพื่อนรู้ใจของคนที่ต้องการลดน้ำหนักตัวจริง เพราะให้พลังงานแค่ 10 กิโลแคลอรี่ แถมเต็มไปด้วยเส้นใยสูง ถ่ายคล่องแน่นอน

สุดท้าย วุ้นเส้น ในปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานมากถึง 330 กิโลแคลอรี่

แต่เป็นน้ำหนักของ “วุ้นเส้นดิบ” นะ

วุ้นเส้นดิบ มีน้ำหนักเบา เพราะยังไม่ได้นำไปลวกให้วุ้นเส้นอมน้ำ

แต่หากเป็นวุ้นเส้นสุก ที่อมน้ำไว้แล้ว ก็จะให้พลังงานต่ำ ใกล้เคียงกับขนมจีนที่มีน้ำเป็นส่วนผสมมากเช่นกัน นั่นคือให้พลังงานแค่ 60-80 กิโลแคลอรี่

เช่นเดียวกับข้าว หากเป็นข้าวสารแห้ง จะให้พลังงาน 370 กิโลแคลอรี่ หากเป็นข้าวสวยในน้ำหนักเดียวกัน จะให้พลังงานเพียง 120 กิโลแคลอรี่

เส้นพาสต้าแห้ง ให้พลังงาน 350 กิโลแคลอรี่ หากนำไปต้มจนอมน้ำแล้ว จะให้พลังงานเพียง 130 กิโลแคลอรี่ ในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน

รวมไปถึงเส้นก๋วยเตี๋ยวดิบ ที่ให้พลังงานมากถึง 364 กิโลแคลอรี่ ในน้ำหนัก 100 กรัม หากแต่เมื่อนำไปต้ม ไปลวกจนอมน้ำแล้ว เลยให้พลังงานต่อ 100 กรัมที่ 150-220 กิโลแคลอรี่นั่นเอง

และแน่นอนว่าไม่มีใครทานวุ้นเส้นดิบ ดังนั้น วุ้นเส้นยังคงเป็นมิตรแท้คู่ใจหนุ่มสาวที่กำลังควบคุมน้ำหนักเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลงค่ะ